แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เคล็ดลับหัวใจเศรษฐี



1.รู้จักหาทรัพย์
การรู้จักหาทรัพย์ ไม่ใช่เพียงแค่ขยันหาทรัพย์เท่านั้น แต่จะต้องฉลาดที่จะสร้างทรัพย์สินขึ้นมา ค่านิยมที่จะบอกว่า ขยัน อดทน แล้วจะร่ำรวยนั้น เป็นจริงหรือไม่? คงจะเห็นกันอยู่มากมายนะครับ ถ้าขยัน อดทน แต่ไม่ถูกเรื่อง ไม่ถูกที่ ก็ไม่ใช่ว่าจะร่ำรวยนะครับ...




2.รักษาทรัพย์ได้
การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ เรียกง่ายๆ ว่า ใช้เงินให้เป็น... แต่อย่างไรล่ะ ที่เรียกว่า การใช้เงินเป็น!!! ใช้เงินเป็น เป็นยังไง? ใช้เงินเป็น ไม่ใช่การใช้เงินให้หมด เหมือนกับที่ เราชอบเอามาพูดเล่นกันนะครับ แต่การใช้เงินเป็นนั้น คือ จะต้องใช้เงินกับสิ่งที่ "ปลอดภัย" "เหมาะสม" และ "คุ้มค่า"


3.มีเครือข่ายเพื่อนที่ดี
เพื่อนที่ดี จะคอยช่วยเหลือ และแนะนำเรา ให้เราสามารถก้าวเดินไปข้าวหน้าได้อย่างสวยงาม เพื่อนจะเป็นผู้คอยประคับประคองกันและกัน จนไปสุ่ความสำเร็จ


4.ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
คนส่วนใหญ่ ไม่รวย เพราะใช้ชีวิตไม่เป็น คนที่ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักที่จะมีความสุขกับความพอดีในการใช้ชีวิต จะร่ำรวยทั้งเงินทอง และความสุข แต่คนส่วนมากมักคิดว่า เมื่อร่ำรวยเงินทองแล้ว จะมีความสุข ซึ่งมันเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เลือกที่จะเข้าใจอย่างนั้น ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างมากมาย อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ที่ต่างคนต่างแข่งขันเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยเงินทองที่สุด โดยลืมพิจารณาถึงคนรอบข้าง

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

“พรปีใหม่... อยากได้อะไร”

ถ้ามีโอกาสขอพรปีใหม่ แล้วจะได้ตามนั้นจริงๆ จะขออะไร? เราเข้าวัดเหมือนๆ กัน แต่ว่า ในแต่ละปี เราพัฒนาไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันเพราะ ความคิดและการกระทำแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างกัน. เราตั้งผังชีวิตไว้อย่างไร ตั้งไว้แบบไหน ตั้งไว้แบบ รอยไม้ที่ขีดในอากาศ (ขีดแล้วก็ไม่เห็นภาพ) , แบบรอยไม้ที่ขีดบนพื้นทราย (ขีดแล้วเห็นภาพ แต่สักพักก็โดนน้ำซัดหายไป), หรือรอยที่สลักไว้บนแผ่นศิลา (เห็นภาพและมั่นคง)

ลองตอบคำถามเหล่านี้ว่า ปีใหม่นี้อยากได้อะไร? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในตัวเอง? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในครอบครัว? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน [หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ฯลฯ]? แล้วเลือกข้อที่คุณคิดว่าต้องการให้เป็นจริงมากที่สุด อย่างละ 1 ข้อ
ทำไมต้องตอบคำถาม? เพราะ... “จะทำอะไรก็ตามต้องเริ่มจากการมีเป้าหมาย หากไม่มีเข็มทิศ ไม่มีหางเสือ เรือก็ไปไม่ได้”


เบื้องหลังความสำเร็จ

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นต้องอาศัย ทั้ง “เก่ง” และ “เฮง” ซึ่ง ความเก่ง เกิดขึ้นได้จาก “นิสัย” ส่วนความเฮงเกิดขึ้นได้จาก “บุญ”
นิสัย จะต้อง “จริง” คือ ทุ่มเทเต็มที่, “ฝึกฝน” คือ รู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ, “อดทน” คือ ต้องรู้จักมีความอดทนมากยิ่งขึ้น, “เสียสละ” มี 2 อย่าง คือ ต้องรู้จักสละสิ่งของ และรู้จักสละอารมณ์ โดยยึดหลักว่า คิดเห็นต่างกันได้ แต่ห้ามโกรธกัน โกรธได้ แต่ก็ห้ามข้ามคืน

นิสัยทั้ง 4 อย่าง ในตัวเราตลอดปีที่ผ่านมามีเพิ่มขึ้นไหม? ซึ่งนิสัยทั้ง 4 อย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็จำเป็นจะต้องมี “คุณธรรม” คือ วินัย, เคารพ, และอดทน เราต้องฝึกฝนตนเองเพื่อจะสามารถเป็นต้นแบบที่ดี ดังเช่นสุภาษิตจีนที่ว่า “จงเข้มงวดตัวเอง แต่ผ่อนปรนผู้อื่น”
หากว่าริมถนนที่เราเดินอยู่นั้น ด้านหนึ่งมีทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม แต่อีกด้านหนึ่งมีกองขยะที่เน่าเหม็น เราจะเลือกมองอะไร? เราควรที่จะฝึกเรื่องการจับดีผู้อื่นให้มาก จะช่วยทำให้เรามีคุณธรรมเรื่องความเคารพ และถ้าจะบอกคนอื่นว่าเขาไม่ดีอะไร ให้บอกข้อดีของเขา 10 ข้อก่อน แล้วจึงค่อยบอกว่าอะไรที่ควรปรับปรุง คือ ชม 10 ข้อ แต่ติเพียง 1 ข้อ หากทำเช่นนี้ ก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข พระพุทธเจ้าทรงให้พูดเรื่องจริง เรื่องที่เกิดประโยชน์ และพูดอย่างถูกกาลเทศะ

ตัวชี้วัดว่าเรามีนิสัยทั้ง 4 หรือไม่ คือ เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ “สะอาด” “รวดเร็ว” “เรียบร้อย” “เงียบ” และ “ประหยัด” ได้หรือไม่?

“บุญ” คือ การละชั่ว ทำความดี และทำใจให้ใส สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการ ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา
การทำใจให้ใสนั้น หากใช้คำพูดง่ายๆ เข้าใจกันทั่วไปคือ “การคิดเชิงบวกให้เป็น” ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ให้มองหาประโยชน์จากมันให้ได้

“ถ้าวันไหนเราฮึดสู้ วันนั้น ก็ได้กำลังใจของชีวิตแล้ว”

“เราจะยอมแพ้ทำไม ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ”

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แบ่งปันเรื่องราวการทำความดี

ร่วมเป็นหนึ่งในพลังสร้างสรรค์
ความดีเพียงน้อยนิด เมื่อหลอมรวมกันย่อมก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่
เปรียบเหมือนเชื้อไฟ ที่จะยังแสงสว่างให้แก่คนรอบข้าง และทำให้เกิดแสงสว่างในวงกว้าง
ร่วมเป็น 1 ในแสงสว่างแห่งความดีร่วมกันครับ

แบ่งปันเรื่องราวของคุณที่นี่
http://www.facebook.com/pages/cheux-wa-khn-thiy-kein-lan-thakhwam-di-thuk-wan-tae-mi-di-saedngxxk/172145906158571

เจาะจุดแข็ง การพัฒนาจุดแข็งของตนเพื่อความสำเร็จในชีวิต

การเจาะจุดแข็ง
เรื่องของจุดแข็งและจุดอ่อนในแต่ละคนนั้น ได้มีผู้ที่ศึกษาและถ่ายทอดความรู้ในเรื่องนี้ไว้หลายท่าน แต่ในที่นี้จะขอนำงานเขียนของ MARCUS BUCKINGHAM และ DONALD O. CLIFTON, Ph.D. มาคุย



เนื่องจากว่างานของสองท่านนี้น่าสนใจ ซึ่งร่วมรวมข้อมูลมากว่า 30 ปี และผู้คนที่เกี่ยวข้องก็ประมาณ 2 ล้านคน มีการสัมภาษณ์ในระดับผู้บริหารอีกกว่า 80,000 หมื่นคน จากการที่เขาได้ทำงานกันมาขนาดนี้ ก็ทำให้เขาพบว่า ความผิดพลาด 2 อย่าง ของบริษัทหรือองค์กร ก็คือ มีสมมุติฐานที่ผิดอยู่ 2 ข้อคือ

1. เราทุกคนเรียนรู้ในเรื่องใดก็ได้แทบทุกเรื่อง
2. การพัฒนาที่ดีที่สุดคือทุ่มความสนใจที่จุดอ่อน

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นพบว่า พรสวรรค์ของแต่ละคนมีความยั่งยืน และมีความพิเศษเฉพาะตัว ถ้าหากได้มุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งของคนๆ นั้นแล้ว มันจะเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่สูงกว่า เพราะเขาเคยทำการสำรวจในคน 1.7 ล้านคน 101 บริษัท 63 ประเทศ พบว่าในแต่ละวันได้เอาศักยภาพที่ดีทีสุดของตัวเองมาทำงาน เพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง โดยจะขอนิยามคำศัพท์ต่างๆ ดังนี้

จุดแข็ง คือ การทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้แทบสมบูรณ์แบบอย่างสม่ำเสมอ เราจะถือว่าเป็นจุดแข็ง ได้เมื่อสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอจนคาดหวังได้

จุดอ่อน ก็คือ อะไรก็ตามที่มาขัดขวางการปฏิบัติให้เป็นเลิศ

พรสวรรค์ มีคุณสมบัติอย่างน้อย 4 ข้อ คือ 1. ชอบทำ 2. มีความปรารถนา 3. เรียนรู้ได้เร็ว 4. ทำแล้วรู้สึกดี



ส่วนในเรื่องของจุดอ่อน ใครได้ยินก็อยากจะกำจัดทิ้งเสีย แล้วเราจะมีกลยุทธ์ในการกำจัดจุดอ่อนได้อย่างไร


1. ทำดีขึ้นอีกนิด อย่าไปคาดหวังว่าเราจะแก้ทุกอย่างภายในวันเดียว เพียงแค่ว่าเราทำดีกว่าเดิมอีกนิดเดียว
2. ลองใช่ความคิดสร้างสรรค์ บางทีอาจจะได้อะไรใหม่ๆ
3. ถ้ามันต่อต้านกันก็เอาจุดแข็งมาลบจุดอ่อน
4. ลองหาคนที่จะมาเป็นคู่คิด
5. ถ้าทำ 4 ข้อ ทั้งหมดแล้วยังไม่ดีขึ้นก็เลิกทำ อย่าไปดันทุรังเลย

ส่วนจุดแข็งนั้นจะมีลักษณะเฉพาะคือ
1. เราสามารถที่จะคาดหวังผลได้
2. จุดแข็งจะมีลักษณะเฉพาะจริงๆ
3. ถ้าเราอยากจะเป็นเลิศ เราต้องเพิ่มพูนจุดแข็ง มากกว่าที่จะไปลบจุดอ่อน

จุดแข็งในที่นี่มีทั้งหมด 34 ประการด้วยกันคือ

นักจัดการ
ความเชื่อ
บัญชาการ
การสื่อสาร
การแข่งขัน
ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง
ความยุติธรรม
การคำนึงถึงสิ่งรอบข้าง
ระมัดระวัง
นักพัฒนา
ระเบียบวินัย
ความเห็นอกเห็นใจ
เป้าหมายชัดเจน
อนาคต
ความกลมเกลียว
ความคิด
ต้อนรับ
ความเป็นปัจเจกบุคคล
ป้อนข้อมูล
นักคิด
ใฝ่รู้
ความเป็นเลิศ
มองโลกในแง่ดี
สร้างสัมพันธ์
การมีความรับผิดชอบ
ปรับปรุงแก้ไข
ความเชื่อมั่นในตนเอง
ความสำคัญ
เจ้ากลยุทธ์
ชนะใจ

ทั้งหมด 34 ข้อนี้ เราไม่ต้องไปคาดหวังว่าเราจะมีทั้ง 34 ประการ เพราะเราจะมีแค่ 5 ข้อ เท่านั้น และเราก็พัฒนา 5 ข้อของเราให้เก่งยิ่งๆ ขึ้น ก็จะทำให้เราเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป

จุดอ่อนในที่นี่มีด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. จุดอ่อนในเรื่องของความรู้ความสามารถ
2. จุดอ่อนในด้านความประพฤติ ในด้านนี้เพิกเฉยไม่ได้

แม้พระอรหันต์ยังต้องฝึกตัวเองต่อเนื่อง อย่างเช่นพระสารีบุตร ด้วยความที่ว่าท่านเคยเกิดเป็นลิงถึง 500 ชาติ พอเจอหนองน้ำก็กระโดดข้าม แทนที่จะเดินข้ามไป ตอนกลางคืนก็ไปจำวัดอยู่บนต้นไม้

การฝึกจุดแข็งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เวลาฝึกหรือสอนใครท่านก็ใช้จุดแข็งของแต่ละคน ไม่ได้ดูแค่ตาเห็น แต่ท่านระลึกชาติไปดูด้วยว่าคนๆ นี้เคยเกิดเป็นอะไรมา อัธยาศัยไปทางด้านไหน ต้องพูดยังไง สอนยังไงถึงจะโดนใจเขา



อย่างเช่น เมื่อท่านไปโปรด ชฎิล 3 พี่น้อง ที่ชอบบูชาไฟ จดจ่ออยู่กับไฟ พระองค์จึงเลือกที่จะเทศนาอาทิตตปริยายสูตร เมื่อฟังธรรมจบจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์เลย เพราะมันโดนใจ หรือถ้าเป็นการสอนในสมัยใหม่ ที่เรียกว่า Child Center คือ การจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สอนให้ตรงใจเขาก็จะเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้นถ้าเราจะสอนตัวเราเองก็เช่นกัน เราต้องเข้าใจจุดอ่อน จุดแข็งของเราเองให้ดี แล้วก็ปรับนิสัยตัวเองให้ดี ฝึกลักษณะเด่นของเราเองให้ดี เต็มที่ยิ่งขึ้น ส่วนจุดอ่อนให้แง่การงาน ก็ไม่ต้องถึงกับไปทุ่มเทเวลาทั้งหมดอยู่กับจุดอ่อนจนกระทั่งละเลยจุดแข็ง เพราะฝึกจุดอ่อนฝึกแล้วมักจะไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่ แต่ให้ทุ่มเทจุดแข็งให้เยอะๆ แต่จุดอ่อนเรื่องความประพฤติก็ต้องตั้งใจเอาจริงเอาจังในการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น แล้วเอาเวลามาทุ่มเทจุดแข็งเพื่อเอาไปทำงานที่เหมาะสมกับเรา อย่างนี้ละก็เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สามัคคีกถา

การจะพูด หรือทำอะไร ให้ใช้หลักธรรมเป็นกฎเกณฑ์ อย่าเอาความคิดของตัวเองมาอ้าง หลวงพ่อทัตตชีโว เคยพูดเอาไว้ว่า “อย่าเอาความคิดของตัวเองมาอ้าง ถ้าจะเป็นนักพูดที่ดี” เพราะนักคิดมีเยอะ ต่างคนต่างก็คิดเอาตามใจของตนเอง เป็นความคิดที่เคลือบแคลงไปด้วยกิเลส ควรยึดเอาตามในพระไตรปิฎก เพราะทุกเรื่องจะเป็นเรื่องจริง

การจะทำอะไรก็ตามจำเป็นจะต้องมีสติ และเหตุผล เพื่อจะได้เป็นภูมิคุ้มกันของหมู่คณะ ไม่ให้เกิดความแตกแยก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงมูลเหตุแห่งการวิวาท ความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะมี ๖ ประการใหญ่ ( ที. ปาฏิ. ๑๑/๓๑๘) มีความย่อว่า
๑. เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ
๒. เป็นคนลบหลู่ ตีตัวเสมอ ไม่รู้จักบทบาท หน้าที่ของตนเอง
๓. เป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่
๔. เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา
๕. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดธรรมนองคลองธรรม หรือ มีมิจฉาทิฐินั้นเอง
๖. เป็นผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน คือ ไม่ยืนอยู่บนหลักธรรม ไม่มั่นคงในหลักธรรม มักถือรั้น คลายได้ยาก

นอกจากนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสหลักธรรมเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์และความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวของหมู่คณะ โดยเป็นเครื่องทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ได้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน ไม่วิวาทบาทหมางกันชื่อว่า “สาราณิยธรรม ๖” (ที. ปาฏิ. ๑๑/๓๑๗) ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลาย ดังต่อไปนี้
๑. ประพฤติ “กายกรรม” ประกอบด้วยเมตตา
๒. ประพฤติ “วจีกรรม” ประกอบด้วยเมตตา
๓. ประพฤติ “มโนกรรม” ประกอบด้วยเมตตา
๔. มีอะไรก็แบ่งปันกันและกัน
๕. มีศีลเสมอกัน
๖. มีทิฐิเสมอกัน

เพราะงานพระพุทธศาสนาขยายไปเร็วมาก จนบางคนตั้งตัวไม่ทัน เป้าหมายการขยายงาน 208 ประเทศ งานในประเทศนี้ก็ดูเล็กไปเลย แต่แม้งานจะดูเล็ก แต่ก็จะยิ่งพลาดไม่ได้ ถ้าเราไม่มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน งานก็คงไม่สำเร็จ
งานต่างๆจะสำเร็จได้ด้วยดีนั้น จะต้องมี สังคหวัตถุ ๔ (ทาน, ปิยะวาจา, อตัถจริยา, สมานัตตตา) เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ต้องเป็นผู้ให้ พูดกันเพราะๆ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน อย่างเสมอต้นเสมอปลาย นั้นเอง
เวลามองคนให้มองตัวเองให้แตก เอาธรรมเป็นกฎเกณฑ์ดู จริตมี ๖ จริต มูลเหตุแห่งความแตกแยกมีอยู่ เราต้องรู้เท่าทันว่าเราอยู่กลุ่มไหน

“มีก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งวางอยู่กลางถนน เด็กคนแรกเดินมาเห็น แล้วก็เดินผ่านไป เด็กคนที่ ๒ เดินมาเห็น ก็บ่นว่าใครเอามาวางไว้เนี้ย! แล้วก็เดินผ่านไป เด็กคนที่ ๓ เดินมาเห็น แล้วก็ไปพาเพื่อนๆ มาช่วยกันเคลื่อนหินก้อนนั้นออกไป ใครสันจรไปมา จะได้สะดวก”

คนมักแก้ไขปัญหาแบบนี้
๑. ปล่อยผ่าน ไม่สนใจ
๒. แสดงความคิดเห็น แต่ไม่ลงมือแก้ไขอะไรเลย
๓. ไม่บ่นอะไร แต่ลงมือแก้ไขทันที

เราจะต้องมีวิธีการที่จะชนะกิเลสในใจของเราเองให้ได้ เช่น เมื่อโมโห ก็ไปนอนเพื่อให้อารมณ์เย็นลง ค่อยมาทำอะไรต่อเป็นต้น
ในการจะทำงานด้วยกัน หลวงพ่อทัตตะได้แนะนำไว้ว่าจะต้อง “แนะให้ทำ นำให้ดู อยู่ให้เห็น” จึงจะได้ผลดี
ที่สำคัญเราจะทำงานกับคนหมู่มาก จำเป็นจะต้องเตรียมตัวรับกับจริตทั้ง ๖ ให้ได้ เพราะเขาอาจจะเป็นทีมของเราในภายหลังก็ได้... เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี สาราณิยธรรม ๖ ให้ตลอดเวลา

“สร้างบรรทัดฐานคนด้วยธรรมะ อย่าได้เอาจริตของตัวเราเป็นตัวตัดสิน ถ้ามีปัญหาก็ให้ใช้ธรรมะแก้ไข”