แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป้าหมายชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เป้าหมายชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

“พรปีใหม่... อยากได้อะไร”

ถ้ามีโอกาสขอพรปีใหม่ แล้วจะได้ตามนั้นจริงๆ จะขออะไร? เราเข้าวัดเหมือนๆ กัน แต่ว่า ในแต่ละปี เราพัฒนาไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันเพราะ ความคิดและการกระทำแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างกัน. เราตั้งผังชีวิตไว้อย่างไร ตั้งไว้แบบไหน ตั้งไว้แบบ รอยไม้ที่ขีดในอากาศ (ขีดแล้วก็ไม่เห็นภาพ) , แบบรอยไม้ที่ขีดบนพื้นทราย (ขีดแล้วเห็นภาพ แต่สักพักก็โดนน้ำซัดหายไป), หรือรอยที่สลักไว้บนแผ่นศิลา (เห็นภาพและมั่นคง)

ลองตอบคำถามเหล่านี้ว่า ปีใหม่นี้อยากได้อะไร? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในตัวเอง? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในครอบครัว? สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน [หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ฯลฯ]? แล้วเลือกข้อที่คุณคิดว่าต้องการให้เป็นจริงมากที่สุด อย่างละ 1 ข้อ
ทำไมต้องตอบคำถาม? เพราะ... “จะทำอะไรก็ตามต้องเริ่มจากการมีเป้าหมาย หากไม่มีเข็มทิศ ไม่มีหางเสือ เรือก็ไปไม่ได้”


เบื้องหลังความสำเร็จ

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นต้องอาศัย ทั้ง “เก่ง” และ “เฮง” ซึ่ง ความเก่ง เกิดขึ้นได้จาก “นิสัย” ส่วนความเฮงเกิดขึ้นได้จาก “บุญ”
นิสัย จะต้อง “จริง” คือ ทุ่มเทเต็มที่, “ฝึกฝน” คือ รู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ, “อดทน” คือ ต้องรู้จักมีความอดทนมากยิ่งขึ้น, “เสียสละ” มี 2 อย่าง คือ ต้องรู้จักสละสิ่งของ และรู้จักสละอารมณ์ โดยยึดหลักว่า คิดเห็นต่างกันได้ แต่ห้ามโกรธกัน โกรธได้ แต่ก็ห้ามข้ามคืน

นิสัยทั้ง 4 อย่าง ในตัวเราตลอดปีที่ผ่านมามีเพิ่มขึ้นไหม? ซึ่งนิสัยทั้ง 4 อย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ ก็จำเป็นจะต้องมี “คุณธรรม” คือ วินัย, เคารพ, และอดทน เราต้องฝึกฝนตนเองเพื่อจะสามารถเป็นต้นแบบที่ดี ดังเช่นสุภาษิตจีนที่ว่า “จงเข้มงวดตัวเอง แต่ผ่อนปรนผู้อื่น”
หากว่าริมถนนที่เราเดินอยู่นั้น ด้านหนึ่งมีทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม แต่อีกด้านหนึ่งมีกองขยะที่เน่าเหม็น เราจะเลือกมองอะไร? เราควรที่จะฝึกเรื่องการจับดีผู้อื่นให้มาก จะช่วยทำให้เรามีคุณธรรมเรื่องความเคารพ และถ้าจะบอกคนอื่นว่าเขาไม่ดีอะไร ให้บอกข้อดีของเขา 10 ข้อก่อน แล้วจึงค่อยบอกว่าอะไรที่ควรปรับปรุง คือ ชม 10 ข้อ แต่ติเพียง 1 ข้อ หากทำเช่นนี้ ก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข พระพุทธเจ้าทรงให้พูดเรื่องจริง เรื่องที่เกิดประโยชน์ และพูดอย่างถูกกาลเทศะ

ตัวชี้วัดว่าเรามีนิสัยทั้ง 4 หรือไม่ คือ เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ให้ “สะอาด” “รวดเร็ว” “เรียบร้อย” “เงียบ” และ “ประหยัด” ได้หรือไม่?

“บุญ” คือ การละชั่ว ทำความดี และทำใจให้ใส สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการ ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา
การทำใจให้ใสนั้น หากใช้คำพูดง่ายๆ เข้าใจกันทั่วไปคือ “การคิดเชิงบวกให้เป็น” ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ให้มองหาประโยชน์จากมันให้ได้

“ถ้าวันไหนเราฮึดสู้ วันนั้น ก็ได้กำลังใจของชีวิตแล้ว”

“เราจะยอมแพ้ทำไม ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ”

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“เป้าหมายชีวิต" สรุปจากพระธรรมเทศนา วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2553

ทุกคนเกิดมาล้วนมีผังชีวิตของตนเอง พระอาจารย์เองก็มีผังบวชมาก่อน เพราะตั้งแต่เป็นเด็กๆ ก็มีความคิดที่จะบวชอยู่แล้ว มีใจที่รักพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม เข้าวัดพระธรรมการมาเพราะต้องการพิสูจน์ เพราะตอนนั้นกำลังแสวงหาที่เรียนภาวนาอยู่ และเพื่อนบอกว่าที่วัดพระธรรมการเป็นพุทธพาณิชย์ จึงมีความคิดที่จะพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็จะเผาวัดเสียเลย

และด้วยความที่เป็นคนที่มีความสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า “คนเราเกิดมาทำไม?” เพราะคิดว่าคนเราถ้าจะทำอะไรก็จำเป็นที่จะต้องรู้วัตถุประสงค์เสียก่อน ซึ่งพอมาวัดพระธรรมการครั้งแรกก็เจอกับข้อความว่า “เราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี” แต่ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ข้อความที่รู้สึกสะดุดใจมากๆ คือ “ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิต” ก็เลยมีความต้องการจะรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนพูดคำนี้ ทำไมถึงกล้าที่จะให้คำจำกัดความของเป้าหมายชีวิตของมนุษย์ได้ว่าคือ “ธรรมกาย” ซึ่งก็ได้ตั้งใจไว้ว่า ถ้าไม่รู้จักคำนี้ดีพอ ไม่ได้พิสูจน์ ก็จะไม่ออกจากวัด....


เข้ามาก็ได้บวชในโครงการอบรมธรรมทายาทภาคฤดูร้อน ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งรู้สึกว่าเป็น 2 เดือนที่มีคุณค่ากับชีวิตมากกว่า 20 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเสียอีก เมื่อจบโครงการก็จึงได้อยู่ศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อต่อมาอีก จนได้เข้ามาช่วยงานในวัดมากมาย ทั้งการไปเผยแพร่ธรรมะ เป็นรุ่นบุกเบิกในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ต้องบอกว่างานของวัดพระธรรมการนั้น เอางานเป็นเป้าหมาย แล้วค่อยหาทุนทำ ซึ่งแตกต่างจากทางโลกที่จะต้องตั้งงบก่อนแล้วค่อยทำงาน ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ยากมากๆ แต่ก็ทำอย่างทุมเท เต็มที่ เต็มกำลัง จนสำเร็จ

ด้วยบุญที่ทุมเทเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พอบุญส่งผล มันก็มาเร็ว มาแรง เหมือนรถที่วิ่งได้รอบ ทำอะไรต้องทำแบบสุดๆ อย่ายั้ง แล้วพอเวลาที่เรานั่งธรรมะ พอหลวงพอบอกว่าให้ทุ่มลงในกลาง เราจะเข้าใจ ถ้าเราเคยทุมในงานหยาบมาแล้ว ถ้านั่งอย่างเดียว ไม่มีบุญหยาบช่วย ก็ไปไม่ถึงไหน งานหยาบก็ต้องละเอียดด้วย งานละเอียดจึงจะละเอียดได้